วันอาทิตย์ที่ 19 สิงหาคม พ.ศ. 2561

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์


สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


                                               สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์








สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ เป็นสวนสาธารณะเฉลิมพระเกียรติสมเด็จพระศรีนครินทราบรมราชชนนี 80 พรรษาแห่งแรกของประเทศไทย ตั้งอยู่ที่ตำบลหนองครก อำเภอเมืองศรีสะเกษ จังหวัดศรีสะเกษ ติดกับบริเวณวิทยาลัยเกษตรและเทคโนโลยีศรีสะเกษ มีเนื้อที่ 237 ไร่ ซึ่งสมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี พร้อมด้วยสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอ เจ้าฟ้ากัลยาณิวัฒนา กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดสวนแห่งนี้เมื่อวันที่ 19 ธันวาคม พ.ศ. 2524

สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ศรีสะเกษ เป็นที่ราบมีความสูงต่ำตามลักษณะเดิมของบริเวณ ภายในสวนมีลำห้วยธรรมชาติ 2 สาย คือ ห้วยปูนใหญ่ และห้วยปูนน้อย ไหลมาบรรจบกันที่ด้านเหนือของสวนซึ่งมีฝายกั้นเป็นที่เก็บกักน้ำเพื่อความสวยงาม เป็นสวนน้ำเพื่อการพักผ่อนอย่างสงบโดยรอบและใช้เป็นแหล่งน้ำสำหรับระบบชลประทาน


พื้นที่เดิม เป็นป่าละเมาะธรรมชาติที่อุดมด้วยพรรณไม้ที่มีถิ่นกำเนิดในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ รวมทั้งประดู่ พยุง ตะแบก มังคุดป่า ชะพวงและมะส้าน โดยเฉพาะต้นลำดวนที่มีขึ้นอยู่มากมายในพื้นที่ ประมาณได้มากถึง 50,000 ต้น จากการสร้างสวนนี้เองที่จังหวัดศรีสะเกษได้นำต้นลำดวนมาเป็นต้นไม้ประจำจังหวัด โดยที่พื้นที่เดิมมีส่วนหนึ่งที่เป็นป่าธรรมชาติที่มีสัตว์ป่าและนกอยู่อาศัยอยู่เดิมแล้วเป็นจำนวนมากและหลากหลายชนิด เช่น กระรอก กระแต อีเห็นลายจุด พังพอน รวมทั้งกระจง ผู้ออกแบบวางผังจึงกำหนดให้คงไว้เป็นแหล่งพักพิงของสัตว์ป่า

สมเด็จพระศรีนครินทร์บรมราชชนนี และสมเด็จพระเจ้าพี่นางเธอฯ กรมหลวงนราธิวาสราชนครินทร์ เสด็จเป็นประธานเปิดสวนเมื่อ พ.ศ. 2524


สวนสมเด็จพระศรีนครินทร์ ศรีสะเกษ เป็นสวนที่มีความเป็นธรรมชาติมากเนื่องจากเดิมเป็นป่าอยู่แล้ว จึงมีความร่มรื่นและสวยงามเป็นพิเศษ เหมาะสำหรับการพักผ่อนแบบผ่อนคลายและแบบกระฉับกระเฉงที่สามารถเดินหรือวิ่งเหยาะไปตามถนนวงรอบที่กว้างและร่มรื่น นอกจากนี้ยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัด

วัดพระโตหรือวัดมหาพุทธาราม

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ วัดพระโตหรือวัดมหาพุทธาราม เราไปชมกันเล๊ยยยยยย



                                           วัดพระโตหรือวัดมหาพุทธาราม





วัดมหาพุทธาราม ได้ชื่อว่าเป็นวัดเก่าแก่คู่บ้านคู่เมืองศรีสะเกษ ก็เนื่องจากในระหว่างการบุกเบิกพื้นที่เพื่อสร้างเมืองใหม่ คือจังหวัดศรีสะเกษในปัจจุบัน มีคนไปพบ “หลวงพ่อโต” ประดิษฐานอยู่ใจกลางป่าแดงโดยบังเอิญ จึงได้สร้างวัดขึ้นบริเวณที่พบองค์พระพุทธรูป และตั้งชื่อว่า “วัดพระโต หรือ วัดป่าแดง” กระทั่งมีการเปลี่ยนชื่อใหม่เป็น “วัดมหาพุทธาราม” ในปี พ.ศ. 2494
วัดมหาพุทธาราม ถือเป็นศูนย์รวมจิตใจของชาวพุทธทั้งหลาย เป็นศูนย์กลางการปกครอง การศึกษา การเผยแผ่พระพุทธศาสนา ตลอดจนเป็นสถานที่ประกอบพิธีสำคัญของคณะสงฆ์ ปัจจุบัน วัดมหาพุทธาราม ได้เป็นสำนักปฏิบัติธรรมประจำจังหวัดศรีสะเกษ และยังเป็นแหล่งท่องเที่ยวสำคัญแห่งหนึ่งของจังหวัดด้วย โดยตัววัดนั้น ตั้งอยู่ที่บ้านเมืองเหนือ ตำบลเมืองเหนือ อำเภอเมือง จังหวัดศรีสะเกษ ห่างจากสถานีรถไฟศรีสะเกษประมาณ 500 เมตร สามารถเดินทางไปได้โดยรถไฟ
สำหรับนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเยือนเมืองศรีสะเกษ กิจกรรมหนึ่งที่ไม่ควรพลาดเลยก็คือ การแวะไปสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์ประจำเมืองอย่าง “หลวงพ่อโต” ซึ่งประดิษฐานอยู่ในวิหารหลวงพ่อโต ภายในวัดมหาพุทธารามแห่งนี้ หลวงพ่อโต เป็นพระพุทธรูปองค์ใหญ่ปางมารวิชัย มีความสูงจากฐานถึงยอดเกศ 6.85 เมตร หน้าตักกว้าง 3.50 เมตร มีลักษณะเด่นคือ พระพักตร์กลมกว้างและพระโอษฐ์หนา สันนิษฐานว่าเป็นพระพุทธรูปสมัยขอมซึ่งมีอายุร่วมพันปีมาแล้ว แต่มาสร้างเพิ่มเติมขึ้นเมื่อใดไม่ปรากฏหลักฐานแน่ชัด
วิหารหลวงพ่อโต เป็นวิหารขนาดใหญ่ กว้าง 14 เมตร ยาว 40 เมตร สร้างขึ้นเมื่อปี พ.ศ. 2509 ภายในวิหารมีความใหญ่โตโอ่โถง ผนังโดยรอบประดับด้วยภาพจิตรกรรมฝาผนังที่บอกเล่าเรื่องราวพุทธประวัติ ดูสวยงามยิ่งนัก เรียกได้ว่าเป็นพระวิหารที่ยิ่งใหญ่ งดงาม สมดั่งเป็นที่ประดิษฐานของพระพุทธรูปคู่บ้านคู่เมือง


น้ำตกวังใหญ่

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ น้ำตกวังใหญ่ เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


น้ำตกวังใหญ่



น้ำตกวังใหญ่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก บ้านก่อ หมู่ที่ 7 ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ

น้ำตกวังใหญ่..ศรีสะเกษ น้ำตกวังใหญ่ อยู่ในเขตรักษาพันธุ์สัตว์ป่าพนมดงรัก บ้านก่อ หมู่ที่ 7 ตำบลละลาย อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ เป็นน้ำตกที่มีความสวยงามมาก รอบน้ำตกก็จะเป็นความงามตามธรรมชาติน้ำตกที่สวยงาม รอบ ๆ บริเวณเติมเเต่งเพิ่มความสวยงามทิวทัศน์ตวามธรรมชาติ ท่องเที่ยวได้ตลอดปี เป็นน้ำตกที่มีลำธารไหลมาจากเทือกเขาพนมดงรัก น้ำตกมีความสูงประมาณ 5 เมตร สามารถลงเล่นน้ำได้ตลอดเเนวน้ำตกและยังสามารถศึกษาพืขสมุนไพร ซึ่งมีไม่ต่ำกว่า 1,000 ชนิด ในเขตเทือกเขาพนมดงรักในช่วงฤดูฝนและฤดูหนาว จะน่าเที่ยวมากที่สุด
การเดินทาง : ที่ว่าการอำเภอกันทรลักษ์ อำเภอกันทรลักษ์ จังหวัดศรีสะเกษ มุ่งหน้าทางใต้ไปยังเส้นทาง 221 วิ่งผ่าน 1 วงเวียน 900 ม. เลี้ยวซ้าย เข้าสู่ เส้นทาง 221 21.4 กม. เลี้ยวขวา เข้าสู่ เส้นทาง 2335 22.9 กม. เลี้ยวซ้าย 1.8 กม. เลี้ยวซ้าย 10.3 กม.


วัดสระกําแพงใหญ่


สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ วัดสระกําแพงใหญ่ เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


วัดสระกําแพงใหญ่



ปราสาทสระกำแพงใหญ่สร้างขึ้นในศาสนาฮินดู และศาสนาพุทธแบบมหายานเพื่อเป็นที่ประดิษฐานเทวรูป จากการขุดแต่บูรณปราสาทแห่งนี้ ของกรมศิลปากร เมื่อ พ.ศ. 2532 ได้ค้นพบปฏิมากรรมสำริดขนาดใหญ่เฉพาะองค์สูง 140 เซนติเมตร และรวมความสูงทั้งฐาน 180 เซนติเมตร ศาสตราจารย์หม่อมเจ้าสุภัทรดิศ ดิศกุล ให้ความเห็นว่าเป็นรูปของนันทิเกศวร หรือ นันทีศวร ลักษณะพิเศษ คือเป็นสำริดกะไหล่ทอง เดิมอาจจะตั้งอยู่หน้าปราสาทหลังกลางภายในมุขหน้าปราสาท เพราะโดยปกติจะประจำอยู่กับเทวาลัยของพระอิศวร ปฏิมากรรมชิ้นนี้เป็นศิลปะขอมแบบบาปวนตอนปลาย สำคัญมากนับเป็มปฏิมากรรมชิ้นเอกชิ้นหนึ่งที่พบในประเทศไทย ปัจจุบันจัดแสดงพิพิธภัณฑ์สถานแห่งชาติพิมาย จังหวัดนครราชสีมา
ความเป็นมาของปราสาทสระกำแพงใหญ่ ยังไม่สามารถยืนยันได้แน่ชัดว่าสร้างขึ้นมาในสมัยใดหรือศักราชใด ถึงแม้จะพบจารึกที่โบราณสถานแห่งนี้ ข้อความในจารึกกล่าวถึงการซื้อที่ดินถวายแก่เจ้านายผู้ล่วงลับคือ "กมรเตงชคตศรีพฤทเธศวร" ไม่ได้กล่าวถึงการสร้างปี พ.ศ. 1585 ที่ปรากฏในจารึกไม่ใช่ปีที่สร้างปราสาท ระยะดังกล่าวในกัมพูชาเป็นสม้ยที่พระเจ้าสุริยวรมันที่ 1 ครองราชย์ แต่มิได้หมายถึงพระองค์เป็นผู้สร้าง จากการศึกษาลาดลายต่างๆทางด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม ปราสาทสระกำแพงใหญ่ น่าจะมีอายุอยู่ในศิลปะเขมรแบบคลังต่อบาปวน หรือประมาณกลางพุทธศตวรรษที่ 16 ถึงพุทธศตวรรษที่ 16 ตอนปลาย
ปราสาทสระกำแพงใหญ่เป็นศาสนสถานแบบเขมร ทั้งในด้านศิลปกรรมและสถาปัตยกรรม รวมทั้งความเชื่อในการนับถือศาสนาจากหลักฐานที่ปรากฏสันนิษฐานว่าเดิมเป็นศาสนสถานในศาสนาฮินดู โดยดูจากทับหลังที่สลักภาพบุคคลเล่าเรื่องราวต่างๆเกี่ยวข้องกับความเชื่อในศาสนาฮินดู ภายหลังเมื่อพระพุทธศาสนาเข้ามามีอิทธิพลในดินแดนแถบนี้จึงเปลี่ยนเป็นศาสนสถานของศาสนาพุทธโดยได้ขุดพบพระพุทธรูปนาคปรกปางสมาธิ สูง 1.33 เมตร
โบราณสถานประเภทปราสาทหิน โดยทั่วไปจะมีทับหลังตั้งอยู่เหนือกรอบประตูทางเข้าเสมอ ทับหลังนี้เป็นภาพจำหลักเล่าเรื่องต่างๆ ซึ่งส่วนใหญ่จะเป็นคติความเชื่อเกี่ยวกับศาสนา ภาพจำหลักทับหลังปราสาทหินสระกำแพงใหญ่เป็นศิลปะเขมรแบบคลังต่อบาปวน ที่เจริญรุ่งเรืองอยู่ในช่วงพุทธศตวรรษที่ 16 ทับหลังที่พบที่ปราสาทหินสระกำแพงใหญ่มี่มากถึง 13 แผ่นอยู่ภายในบริเวณปราสาทสระกำแพงใหญ่ ทับหลังที่น่าสนใจได้แก่
1.ทับหลังนารายณ์บรรทมสินธุ์
2.ทับหลังพระกฤษณะประลองกำลังกับม้า
3.ทับหลังพระศิวะทรงโคนนทิ
4.ทับหลังคชลักษมี
5.ทับหลังพระอินทร์ทรงช้างเอราวัณ
6.ทับหลังหนุมานถวายแหวน





หาดนางเหงา

สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ หาดนางเหงา เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


 หาดนางเหงา
ที่มา : www.google.com/search?q=หาดนางเหงา+อําเภอกันทรารมย์+ศรีสะเกษ&hl


ย้อนรอยตำนานหาดนางเหงา ย้อนอดีตปางหลัง ครั้งเมื่อท้าวอินทะสะเกษครองเมือง “ ขุขันธ์คีรีศรีนครลำดวน” ก่อนจะมาปรากฏเป็น “ เมืองศรีสะเกษเขตดงลำดวน” หรือในนามจังหวัดศรีสะเกษ ท้าวอินทะสะเกษ ผู้ครองเมืองขุขันธ์ ได้ยินข่าวความงดงามของนาง “เจียงได” ลูกสาวเจ้าเมือง “ชี้ช้วน” หรือ หมู่บ้าน “ชีทวน” ปัจจุบันในท้องที่อำเภอเขื่องใน จังหวัดอุบลราชธานี ว่านางเจียงไดนั้นสวยสดงดงามยิ่งนัก ข่าวยิ่งนัก ข่าวล่ำลือไปหลายหัวเมือง ท้าวอินทะสะเกษจึงยกทัพพาไพร่พลออกจากเมืองขุขันธ์ ข้ามลำน้ำมูล หวังจะไปสู่ขอนางเจียงได ลูกสาวเจ้าเมือง ชี้ช้วน 
โดยยกทัพข้ามลำน้ำมูลมาตรง “ท่าหลวง” ซึ่งอยู่ทางทิศตะวันตกของหมู่บ้านเทิน ตำบลบัวน้อย อำเภอกันทรารมย์ จังหวัดศรีสะเกษ ในปัจุบัน กองทัพเมืองขุขันธ์ศรีสะเกษ พักนอนตรงชายทุ่งเทิน ส่งม้าเร็วไปสืบความที่เมือง “ ชี้ช้วน” ทันที ม้าเร็วกลับมาบอกว่านางเจียงไดมีคู่หมั้นหมายเสียแล้ว หมั้นไว้กับ “ ท้าวกาละหงษ์” เจ้าเมือง “ พะนา” ปัจจุบันคืออำเภอพนา จังหวัดอุบลราชธานี ท้าวอินทะสะเกษโกรธมาก จึงยกทัพเข้าชิงนางทันที และได้นางเจียงไดมาไว้ในครองครอง แล้วถอนทัพมาตั้งที่หมู่บ้าน “ เมืองน้อย ” เพื่อรับศึกท้าว “ กาละหงษ์” 
เจ้าเมืองพะนา ท้าวกาละหงส์ ยกทัพติดตามนางเจียงไดในคืนนั้นทันที จึงเกิดศึกชิงนาง ระหว่างท้าวอินทัสะเกษ เจ้าเมืองขุขันธ์ กับท้าวกาละหงส์ เจ้าเมืองพะนา รบราฆ่าฟันกันอยู่หลายปีทีเดียว สนามรบฝ่ายศรีสะเกษ คือบ้านเมืองน้อย กองทัพเมืองพะนา ตั้งอยู่ที่บ้านลาดทราย หรือบ้านละทาย ในปัจจุบัน ท้าวอินทะสะเกษ อยู่กับนางเจียงไดมานานจนคลอดบุตรเป็นชายเจ้าเมืองขุขันธ์ ดูหน้าตาลูกแล้วไม่เหมือนตัว รูปชั่วตัวเหมือนลิง ครุ่นคิดว่าเป็นลูกของ กาละหงส์ เมืองพะนา บ้านป่าเมืองลิง จึงให้บ่าวไพร่จัดทำแพ เพื่อจำนำลูกน้อยไปไหลล่องแม่น้ำมูลหนีไปให้ไกลตา ทั้งๆ ที่นางเจียงไดไม่ยินยอม 
นางเจียงไดเดินลัดเลาะริมฝั่งแม่น้ำมูล เพื่อดักรอแพลูกน้อยจะล่องผ่าน นางจึงมาปักหลักรอพบแพลูกล่องตรง “ ท่านางเหงา ” คือท่าสะพานข้ามมูลในปัจจุบัน คนทั้งหลายจึงเรียกท่านี้ว่า “ ท่านางเหงา” หรือ “ หาดนางเหงา ” เพราะนางโศกเศร้าเสียใจร้องห่มร้องไห้เกินที่จะบรรยาย นี่แหละคือที่มาอันวิปโยคโศกเศร้าเหงาใจ ผู้คนจำไว้เถิดหนา ท่านางเหงา หรือ หาดนางเหงา ในปัจจุบัน



วัดสระกําแพงน้อย


สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ วัดสระกําแพงน้อย เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


                                                             วัดสระกําแพงน้อย



ปราสาทหินสระกำแพงน้อย ตั้งอยู่ภายในวัดสระกำแพงน้อย ติดกับถนนสายอุทุมพรพิสัย-ศรีสะเกษ (หมายเลข 226) ในเขตตำบลขยุง อำเภออุทุมพรพิสัย จังหวัดศรีสะเกษ สร้างขึ้นในราวพุทธศตวรรษที่ 18
ปราสาทสระกำแพงน้อย เป็นปรางค์เดี่ยวสร้างด้วยศิลาแลงรูปสี่เหลี่ยมย่อมุม สูงประมาณ 11 เมตร ศิลปะการก่อสร้างแบบขอม ใช้เป็นเทวสถานสำหรับบูชาเทพเจ้าในศาสนาพราหมณ์ ประกอบด้วยสิ่งก่อสร้างที่สำคัญ คือ
1.ปราสาทประธาน
2.วิหาร 
3.กำแพงแก้ว
4.ซุ้มประตู
5.สระน้ำ


โบราณสถานแห่งนี้ เป็นอโรคยาศาล หรืออโรคยศาลา (โรงพยาบาล) หนึ่งในจำนวน 102 แห่ง ที่พระเจ้าชัยวรมันที่ 7 แห่งอาณาจักรขอมโบราณ โปรดให้สร้างขึ้นทั่วราชอาณาจักรในราวพุทธศตวรรษที่ 18 (พ.ศ. 1724 - พ.ศ. 1761) ก่อด้วยศิลาแลง และหินทราย ตัวปรางค์ประธาน ยังค่อนข้างสมบูรณ์ แต่ขาดการบูรณะ ส่วนโคปุระหรือกำแพงแก้วพังทลาย แต่ยังมีองค์ประกอบครบถ้วน ทั้งทับหลัง และโครงสร้างอื่นๆ แต่ยังไม่ได้รับบูรณะและปรับแต่ง

ที่มา https://th.wikipedia.org/wiki




หอคอยศรีลําดวนเฉลิมพระเกียรติ


สวัสดีค่ะท่านผู้ชม วันนี้ดิฉันจะมาแนะนำสถานที่ท่องเที่ยวในจังหวัดศรีสะเกษ เราแนะนำสถานที่นี้ 

นั่นก็คือ หอคอยศรีลําดวนเฉลิมพระเกียรติ เราไปชมกันเล๊ยยยยยย


หอคอยศรีลําดวนเฉลิมพระเกียรติ



หอคอยศรีลำดวนเฉลิมพระเกียรติ เป็นหอคอยชมวิวเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่บนเกาะกลางน้ำกลางห้วยน้ำคำ มีจำนวนชั้น 16 ชั้น ความสูงรวม 84 เมตร ชั้นล่างเป็นนิทรรศการจัดแสดงประวัติ สถานที่สำคัญ บุคคลสำคัญของจังหวัดศรีสะเกษ ด้านบนสุดของหอคอยเป็นห้องโถงสามารถชมทิวทัศน์ได้โดยรอบ ซึ่งสามารถมองเห็นพื้นที่ของจังหวัดศรีสะเกษได้อย่างสวยงามรอบทุกทิศทาง รวมทั้งสามารถเห็นพื้นที่เกาะกลางน้ำ ห้วยน้ำคำ และ สวนเฉลิมพระเกียรติฯในมุมสูงได้ ที่กระจกแต่ละด้านของยอดหอคอยจะติดชื่ออำเภอ รวมทั้งสถานที่สำคัญที่ตั้งอยู่ในทิศที่มองออกไปด้วย

หอคอยศรีลำดวนเฉลิมพระเกียรติ หอคอยสูงสำหรับชมวิวสวยของตัวเมืองศรีสะเกษ ตั้งอยู่บริเวณเกาะกลางน้ำซึ่งเป็นที่ตั้งของเทศบาลเมืองศรีสะเกษ ถนนขุขันธ์ ตำบลเมืองใต้ อำเภอเมือง เปิดให้เข้าชมทุกวันเสาร์-อาทิตย์ เวลา 10.00-16.00 น. โดยเสียค่าบำรุงสถานที่ ผู้ใหญ่ 30 บาท เด็ก 20 บาท ส่วนผู้ที่ต้องการเข้าชมเป็นหมู่คณะ กรุณาทำหนังสือส่งถึงนายกเทศมนตรีเมืองศรีสะเกษล่วงหน้าก่อนเข้าชม